Vimarsana.com

เปรียบเทียบการปฏิรูปการเมืองการปกครองญี่ปุ่น-ไทย (ตอนที่สิบเจ็ด): "สามขี้เมาคุยการเมือง"

• Source: posttoday.com
เปรียบเทียบการปฏิรูปการเมืองการปกครองญี่ปุ่น-ไทย (ตอนที่สิบเจ็ด): “สามขี้เมาคุยการเมือง” วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 12:54 น. ******************** โชมินเป็นนักการเมืองสังกัดพรรคเสรีนิยมของญี่ปุ่น ช่วงเวลาเดียวกันกับสมัยรัชกาลที่ห้าของเรา นอกจากเขาจะเป็นนักการเมืองแล้ว เขายังเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ด้วย  หนึ่งในงานเขียนแนวนวนิยายความคิดทางการเมืองของเขาคือ A Discourse by Three Drunkards on Government หรือที่ผมตั้งชื่อไทยให้ว่า “สามขี้เมาคุยการเมือง”  นิยายเล่มนี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในวรรณกรรมยิ่งใหญ่ของโลกโดยองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) คนเมาสามคนที่ว่านี้ หนึ่งในนั้นคือ อาจารย์นันไคที่ผมได้บรรยายคุณลักษณะไปในตอนที่แล้วว่าเป็นคนรักการดื่มเป็นชีวิตจิตใจและชอบคุยเรื่องการเมือง และยิ่งตอนเมา ความคิดของแกจะบรรเจิดมาก จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ใครที่อยากคุยการเมืองหรือฟังอะไรแปลกๆ ก็จะมาตั้งวงกินเหล้ากับแก จนวันหนึ่ง มีชายแปลกหน้าสองคนมาหาแกที่บ้านพร้อมกับหิ้วบรั่นดีนอก (ฝรั่ง) มา แม้ว่าอาจารย์นันไคจะไม่เคยรู้จักสองคนนี้มาก่อนเลย แต่แขกแปลกหน้ามาบ้านไม่เป็นไร ขอให้มีเหล้าติดไม้ติดมือมาก็เป็นใชได้  ยิ่งสองคนนั้นหิ้วบรั่นดีตราขวานทองมาด้วย เมื่ออาจารย์นันไคกล่าวต้อนรับแขกแปลกหน้าพอเป็นพิธี บรั่นดีตราขวานทองก็ถูกรินแจก ทั้งเจ้าบ้านและแขกผู้มาเยือนต่างก็ยกแก้วขึ้นชนสลับกันไปมาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างกัน หลังจากชนแก้วกันไปมาสักพักตามธรรมเนียมการกินเหล้าแบบญี่ปุ่น  อาจารย์นันไคก็เริ่มรู้สึกผ่อนคลาย เขาไม่สนใจแม้แต่จะถามชื่อเสียงเรียงนามของแขกแปลกหน้า แต่กลับตั้งชื่อให้สองคนนั้นเอง โดยแขกที่แต่งตัวออกแนวยุโรป อาจารย์เรียกเขาว่า “สุภาพบุรุษ” เข้าใจว่า น่าจะคล้ายกับที่บ้านเราชอบเรียกคนไทยที่จบจากอังกฤษมาว่า “ผู้ดีอังกฤษ”  ที่มักจะมีท่าทางและการแต่งตัวหรือเครื่องเสริมบุคลิกภาพแบบอังกฤษ เช่น ถือร่มบ้างหรือวิธีการใช้คำพูดคำจา จำได้ว่า ตอนที่ผมกลับมาเมืองไทยเพื่อมาเยี่ยมครอบครัว ตอนนั้นหน้าฝนพอดี ผมไปจุฬาฯและถือร่มไปด้วย เป็นร่มคันยาวๆที่ใช้เป็นไม้เท้าไปในตัวได้  คนที่พบเห็นก็มักจะบอกว่า “อ้อ ผู้ดีอังกฤษเลยนะ !” คำว่า “ผู้ดีอังกฤษ” นี่ ผมว่าน่าจะมีหลายความหมายนะครับ เพราะผู้ดีที่เป็นอภิชนชนชั้นสูงร่ำรวย คนเหล่านี้มักจะไม่ถือร่มหรือถืออะไรเลย เพราะจะนั่งรถมีคนขับ แล้วลงรถเข้าตึกไปทันที หรือถ้าเกิดฝนตก ก็จะมีผู้ติดตามหรือคนรถรีบกางร่มมารับจากตึกเข้ารถไป  ดังนั้น ผู้ดีอังกฤษประเภทนี้จะไม่ถือร่ม และมักจะไม่ค่อยถนัดในการเดินทางด้วยการขนส่งสาธารณะ อย่างเช่น รถใต้ดิน  ผู้ดีประเภทนี้จะไม่คุ้นเคยกับสถานีรถใต้ดินหรือเส้นทางของรถใต้ดินสักเท่าไรนักแม้จะเป็นชาวกรุงลอนดอนเองก็ตาม  ออกจะเงอะๆงะๆ ที่จริง คนกรุงเทพฯจำนวนหนึ่งก็น่าจะเข้าข่ายผู้ดีอังกฤษแบบนี้ด้วย คือไม่ใช้รถไฟฟ้าหรือรถใต้ดิน ส่วนรถเมล์นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย ส่วนผู้ดีอังกฤษอีกประเภทหนึ่งก็คือ สุภาพบุรุษชาวอังกฤษที่คนไทยเห็นจากภาพยนตร์ ที่แต่งตัวใส่สูท คาบไปป์ สวมหมวก และถือร่ม  คนที่แต่งตัวแบบนี้ก็คือ คนอังกฤษที่เป็นชนชั้นกลางทั่วไป ที่เวลาออกไปทำงานก็มักจะแต่งตัวทำนองนี้  คนอังกฤษเขาถือว่าการใส่สูทหรือใส่เสื้อที่คลุมทับเสื้อเชิ๊ตหรือเสื้อยืดเป็นการแต่งกายที่สุภาพกว่าไม่ใส่  ขณะเดียวกั ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสูทที่เป็นทางการนัก แล้วแต่โอกาส อาจจะเป็นสูทแบบลำลองที่เรียกว่า เบลเซอร์ (blazer)  หรือบางทีก็ใช้คำว่า แจ็กเกต (jacket) แบบเหมารวมถึงเสื้อที่ใช้ใส่คลุมเสื้อเชิ๊ตหรือเสื้อยืด  ซึ่งเบลเซอร์บางยี่ห้อที่ผลิตขายมานานและราคาไม่แพงนัก ก็มักจะถูกเรียกยี่ห้อมากกว่าจะเรียกเบลเซอร์ เช่น เบลเซอร์ยี่ห้อแฮรีส ทวีท (Harris Tweed) ก็จะเรียกว่า แฮรีส ทวีดไปเลย หลังจากอาจารย์นันไคได้ตั้งชื่อให้แขกคนแรกว่า “สุภาพบุรุษ” หรือผู้ดีตะวันตกแล้ว  แขกอีกคน เขาก็ตั้งชื่อให้ว่า “นักสู้” ที่ผู้แปลนิยายเรื่องนี้ของโชมินใช้คำว่า “Mr. Champion”  เพราะแขกคนนี้ออกแนวซามูไร ! การที่อาจารย์นันไคตั้งชื่อใหม่ให้ทั้งสองโดยไม่สนใจใคร่รู้เลยว่า ตกลงแล้ว ทั้งสองมีชื่อจริงอะไร ? แขกทั้งสองที่ถูกตั้งชื่อใหม่นั้นก็ไม่รู้สึกมีปัญหาอะไร ได้แต่นั่งยิ้มไปเรื่อยๆ พูดถึงการเที่ยวไปตั้งชื่ออะไรใหม่ให้ผู้คนนี่ ผมจำได้ว่า สมัยก่อนดูเป็นเรื่องปกติ ครูบางคนจะตั้งชื่อใหม่ให้นักเรียน เพราะมันจะช่วยให้จำได้ง่ายดีกว่าจะจำชื่อจริงๆของทุกคน  เช่น เรียกผมว่า “ไอ้แว่น” หรือเพื่อนบางคนสีผิวคล้ำเข้มก็ไม่พ้น “ไอ้ดำ” แต่ถ้ามีดำหลายระดับ บางคนก็ถูกเรียกว่า “หล่ำปิ” (ดำปี๋นั่นเอง) บางคนฟันหน้าเห็นชัดก็เป็น “กระรอก” ไป เป็นต้น นักเรียนสมัยนั้นก็ไม่ได้รู้สึกขมขื่นเจ็บช้ำระกำใจอะไร ตัวผมเองเมื่อมาเป็นครูสอนหนังสือ ตอนแรกๆ ก็ทำแบบเดียวกันกับที่ครูของผมทำมาก่อน ตอนนั้น ก็ไม่มีนิสิตคนใดว่าอะไร แต่มารุ่นหลังๆนี่ รู้สึกว่าการไปตั้งชื่ออะไรให้เขานั้น กลายเป็นเรื่องใหญ่โต ไม่เคารพความเป็นมนุษย์ไป ผมก็เลยเปลี่ยนจากการตั้งชื่อมาเป็นจำชื่อจริงหรือชื่อเล่นที่เขาหรือเธออยากจะให้เรียก แต่ถ้าเป็นนักศึกษารุ่นโตๆที่เรียนปริญญาโทหรือเอกที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ยังจะอยู่ในธรรมเนียมที่ยอมให้อาจารย์ตั้งชื่อได้ และพวกเขาก็จะสนุกไปกับการได้ชื่อใหม่  และหลังจากจบกันไปนานแล้ว เมื่อมาเจอผม พวกเขาก็ถามผมว่า ผมยังจำพวกเขาในชื่อต่างๆที่ผมตั้งให้ได้หรือเปล่า ทั้งๆที่ผมเองก็ลืมไปบ้างแล้ว และพวกเขายังบอกว่า ตั้งแต่ผมตั้งชื่อใหม่ให้ พวกเขาก็เรียกกันและกันตามชื่อที่ผมตั้งให้ไปตลอดเลย  เช่น บางคนผมเรียกเขาว่า “เขาทราย” เพราะหน้าตาเขาเหมือนนักมวยชื่อดังคนนั้น สำหรับผม มันเคยเป็นความรู้สึกที่ดี แต่คนรุ่นใหม่เขาไม่คิดอย่างนั้น โดยเฉพาะชื่อที่พวกเขาคิดว่ามันไปเข้าข่ายการเหยียดในเรื่องรูปลักษณ์ท่าทางอะไรต่างๆของแต่ละคน อันที่จริง ผมก็เชื่อว่า บางคนก็คงไม่ชอบจริงๆที่จะมีใครไปเรียกเขาว่า อ้วน ดำหรือเผือก ฯลฯ กลับมาที่นิยายที่เป็นหนึ่งในวรรณกรรมชิ้นเอกของโลก.....หลังจากตอกบรั่นดีกันไปสักพัก “ผู้ดีตะวันตก” ก็เริ่มบทสนทนา เขากล่าวขึ้นว่า “ผมได้ยินชื่อเสียงของท่านอาจารย์มานานแล้ว และทราบว่าท่านมีความรอบรู้ทั้งโลกตะวันตกและตะวันออก อีกทั้งยังมองทะลุทะลวงไปทั้งอดีตและปัจจุบัน อ่า..ตัวผมเองก็มีความเห็นของผมต่อเรื่องราวความเป็นไปของโลกอยู่บ้าง  อ่า ประชาธิปไตย ประชาธิปไตย !  การปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นโง่เง่า เพราะมันไม่ตระหนักรู้ถึงข้อผิดพลาดของตัวเอง  แต่การปกครองที่มีรัฐธรรมนูญ (constitutionalism)  ตระหนักรู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง แต่ก็แก้ไขได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่เปิดเผยและตรงไปตรงมา เป็นการปกครองที่บริสุทธิ์ที่สุด  แล้วเหตุใดชาติตะวันตกหลายประเทศที่รู้จักหลักการอันยิ่งใหญ่ทั้งสาม อันได้แก่ เสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ (หนึ่งในความหมายของสัญลักษณ์สามนิ้ว)  กลับยังไม่นำเอาประชาธิปไตยไปใช้ปกครองในประเทศตัวเองอย่างแท้จริง ? แต่ประเทศตะวันตกเหล่านี้ก็ยังคงกองกำลังทหารประจำการเป็นจำนวนนับสิบๆล้าน และการมีกองกำลังมันบั่นทอนเศรษฐกิจของประเทศและทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องมาเข่นฆ่ากันเอง แข่งขันกันเพื่อความยิ่งใหญ่ ? มันขัดต่อหลักศีลธรรมและกฎทางเศรษฐศาสตร์อย่างเห็นได้ชัด ถ้าประเทศเล็กๆที่ล้าหลังประเทศหนึ่ง (น่าจะหมายถึง ญี่ปุ่นตอนนั้น) ที่เคยจะยืนหยัดอย่างภาคภูมิใจบนความอ่อนแอง่อนแง่นของประเทศในเอเชีย รีบหันมารับหลักการเสรีภาพและภราดรภาพ ทำลายกำแพงกีดกั้น แปลงเรือรบให้เป็นเรือสินค้า (ข้อความนี้ทำให้นึกถึงนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า” ของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี) เปลี่ยนทหารให้เป็นพลเรือน อุทิศตนในการยึดมั่นในหลักศีลธรรม ศึกษาเทคนิคการทำอุตสาหกรรม และเป็นผู้ใฝ่รู้ที่แท้จริง (a true student of philosophy)  การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะไม่ทำให้ประเทศต่างๆในยุโรปที่หยิ่งทนงอย่างไร้สาระในอารยธรรมของตนต้องได้อายหรือ ? กระนั้น สมมุติว่า ประเทศยิ่งใหญ่เหล่านั้นไม่เพียงแต่ไม่ละอายแต่ยังคงดื้อรั้นดันทุรังและเลวทรามต่อไป และสมมุติว่าพวกเขายังคงหยิ่งผยองรุกรานประเทศของเรา เอาเปรียบเราจากการที่เราเลิกสะสมแสนยานุภาพ พวกเขาจะทำอะไรเรา ถ้าหากเราไม่มีแม้แต่กระสุนสักนัดเดียวที่จะตอบโต้ แต่เราจะต้อนรับพวกเขาอย่างสุภาพและอารยะ ?  ถ้าคุณแกว่งดาบโจมตีอากาศธาตุ มันก็จะไม่เกิดอะไรขึ้นกับอากาศ ไม่ว่าดาบนั้นจะคมสักแค่ใด ทำไมเราไม่ทำตัวเป็นอากาศธาตุเสียเล่า ?” คำกล่าวของชายญี่ปุ่นหรือที่อาจารย์นันไคตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “สุภาพบุรุษตะวันตก” ผู้มียึดมั่นในประชาธิปไตยและแนวคิดตะวันตกอย่างจริงจัง (จริงจังมากกว่าคนตะวันตกเองด้วยซ้ำ !) นิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในภาษาญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2430  ก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นเวลา 27 ปี อันเป็นสงครามที่เกิดขึ้นในหมู่ประเทศตะวันตกที่อ้างว่ายึดมั่นในหลักการเสรีนิยมและมีอารยธรรมที่สูงกว่าชาวตะวันออก คำกล่าวข้างต้นของชายญี่ปุ่น (สุภาพบุรุษตะวันตก)  น่าจะแทงเข้าไปในหัวใจของบรรดาชาติตะวันตกทั้งหลายหลังจากต่างพากันเข้าห้ำหั่นกันในสงครามโลกทั้งสองครั้ง และรวมทั้งญี่ปุ่นเองที่ต้องการเป็นชาติมหาอำนาจด้วย                                                                                                                                                                และเมื่อมีการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามโลก ข้อคิดดังกล่าวของ “สุภาพบุรุษ” น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในวรรณกรรมสำคัญของโลก และแน่นอนว่า ท่านผู้อ่านน่าจะเดาได้นะครับว่า แนวคิดของ “คุณนักสู้” แขกในวงเหล้าอีกคนหนึ่งจะเป็นอย่างไร ? ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต