SCC คงเป้ายอ

SCC คงเป้ายอดขายปีนี้ แม้ธุรกิจซีเมนต์-วัสดุฯรับผลกระทบปิดแคมป์
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เปิดเผยว่า สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในปัจจุบันที่ลากยาวมาต่อเนื่อง ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และทางภาครัฐมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดออกมา ส่งผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังค่อนข้างมาก โดยเฉพาะมาตรการปิดแคมป์คนงานที่ปิดมาแล้วเป็นระยะเวลา 1 เดือน และคาดว่าหากบางไซต์ก่อสร้างจะกลับมาเปิดได้อีกครั้งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการที่ทำเรื่องผ่านการรับรองมาตรการด้านสุขอนามัยในไซต์ก่อสร้าง ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบที่ค่อนข้างนาน ส่งผลให้งานก่อสร้างต่างๆในกรุงเทพฯและปริมณฑลต้องหยุดชะงัก
โดยที่สัดส่วนของงานก่อสร้างในกรุงเทพฯและปริมณฑลที่ถูกมาตรการควบคุมที่ปิดไปชั่วคราวนั้นมีสัดส่วนมากถึง 20% ทำให้ส่งผลต่อยอดขายของกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มการชะลอตัวลงในช่วงครึ่งปีหลังของปี 64 อีกทั้งการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลายลง ส่งผลให้คนชะลอการตัดสินใจซื้อและชะลอการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งส่งผลกระทบมาถึงการซื้อของตกแต่งและปรับปรุงบ้านที่ชะลอตัวลงด้วยเช่นกัน ทำให้กลุ่มธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างเป็นธุรกิจที่รับผลกระทบค่อนข้างมากกว่าธุรกิจอื่นๆในเครือของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังนี้
อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงได้รับปัจจัยหนุนจากกลุ่มธุรกิจที่อิงกับเศรษฐกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี ที่ยังคงได้รับอานิสงส์บวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯและยุโรป ที่สามารถกลับมาเปิดเมืองได้มากขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้สินค้าในกลุ่มปิโตรเคมีกลับมาเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันราคาสินค้าในกลุ่มปิโตรเคมียังมีการปรับตัวสูงขึ้น จากการฟื้นตัวของราคาน้ำมันที่ฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็ว โดยที่บริษัทยังมองว่ากลุ่มธุรกิจปิโตรเคมียังสามารถสร้างผลงานได้ดีในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ว่าอาจจะมีผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ในภูมิภาคอาเซียนที่อาจจะเข้ามาเป็นปัจจัยกดดันต่อยอดขายของกลุ่มปิโตรในภูมิภาคอาเซียนได้บ้างในระยะสั้น
ส่วนธุรกิจแพ็คเกจจิ้งยังเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างผลงานโดดเด่นมาอย่างต่อเนื่องจากการที่มีความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์สูงขึ้นในการส่งสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าอีคอมเมิร์ชที่เติบโตขึ้นมาก หลังจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้มีการใช้บรรจุภัณฑ์สูงขึ้นตามปริมาณการสั่งซื้อที่เพิ่มสูงขึ้น และบมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) ยังเป็นผู้นำตลาดในประเทศที่มีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ในกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์มากที่สุด ประกอบกับได้มีการลงทุนขยายธุรกิจออกไปในภูมิภาคอาเซียน เพื่อต่อยอดการเติบโตของรายได้ โดยเฉพาะการลงทุนในเวียดนามที่จะมีการรับรู้รายได้เข้ามาในช่วงครึ่งปีหลังนี้มากขึ้น ทำให้ธุรกิจแพคเกจจิ้งยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่หนุนผลการดำเนินงานของบริษัทได้ต่อเนื่องเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตามปัจจัยที่บริษัทมีความกังวลที่อาจจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้นั้นเป็นเรื่องการแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ซึ่งหลายๆประเทศในอาเซียนยังคงเผชิญกับการแพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน และค่อนข้างควบคุมการติดเชื้อได้ยาก หากปัจจัยดังกล่าวมีแนวโน้มลากยาวต่อเนื่องถึงไตรมาส 4/64 คาดว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจของบริษัทได้ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทยังเฝ้าติดตาม เพื่อเตรียมแผนรองรับไว้ล่วงหน้า
เนื่องจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ในปัจจุบันเกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อในภาคอุตสาหกรรมหรือในโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น ทำให้บริษัทต้องมีการป้องกันที่เข้มงวดภายในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อไม่ให้กระทบการผลิตในโรงงานที่ต้องหยุดชะงัก หากมีการติดเชื้อในโรงงานเกิดขึ้น อีกทั้งในส่วนความเสี่ยงของซัพพลายเออร์วัตถุดิบหากโรงงานของซัพพลายเออร์มีการติดเชื้อขึ้นก็จะส่งผลในการส่งมอบวัตถุดิบในการใช้ผลิตเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่บริษัทต้องมีการเตรียมความพร้อมต่อเนื่อง
นอกจากนี้ในส่วนของความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคที่อาจจะมีการชะลอตัวลง หากการแพร่ระบาดโควิด-19 มีแนวโน้มต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 4/64 จะกระทบต่อความต้องการซื้อและการจับจ่ายใช้สอยที่ชะลอตัวลงอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งถือเป็นตลาดหลักในภูมิภาคของบริษัท ทำให้บริษัทยังมีความกังวลในเรื่องการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอยู่ในระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงเป้าหมายยอดขายในปีนี้ไว้ที่เติบโต 5-10% หลังครึ่งปีแรกที่ผ่านมาทำยอดขายได้เติบโตสูงถึง 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านการลงทุนของบริษัทยังคงมองหาโอกาสในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (HVA) และกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ESG ซึ่งบริษัทมุ่งเน้นในการต่อยอดธุรกิจไปอีกใน 3-5 ปีข้างหน้า รวมไปถึงการลงทุนต่อเนื่องของธุรกิจอื่นๆในเครือของบริษัททั้งธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจแพคเกจจิ้ง โดยที่บริษัทยังคงงบลงทุนในปี 64 ไว้ที่ 9 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนที่บริษัทมองเห็นโอกาสในการเข้ามาลงทุนต่อยอดธุรกิจและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน
โดยล่าสุดบริษัทได้มีมติอนุมัติให้บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนใน PT. Chandra Asri PetrochemicalTbk (CAP) ประเทศอินโดนีเซีย เป็นจำนวนเงิน 434 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.42 หมื่นล้านบาท เพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นใน CAP ที่ 30.57% โดยจะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนเป็นจำนวนเงิน 327 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะนำไปลงทุนในโครงการ PetrochemicalComplex แห่งที่ 2 (CAP2) และจะลงทุนเพิ่มอีก 107 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากที่ CAP อนุมัติการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในโครงการ CAP2 ซึ่งคาดว่าจะอนุมัติภายในปี 65 ซึ่งการใส่เงินเพิ่มทุนเข้าไปบริษัทยังมองเห็นโอกาสของธุรกิจปิโตรเคมีในอินโดนีเซียที่มีขนาดใหญ่ สามารถเป็นส่วนในการช่วยต่อยอดธุรกิจและขยายตลาดให้กับบริษัทได้
ขณะที่ความคืบหน้าโครงการปิโตรคอมเพล็กซ์ในเวียดนาม ปัจจุบันงานก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว 85% คาดว่าจะสามารถเริ่มเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 66 ซึ่งการเริ่มเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์ของโครงการปิโตรคอมเพล็กซ์ในเวียดนาจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อสัดส่วนรายได้ที่มาจากต่างประเทศของบริษัทปรับเพิ่มขึ้นไปมากกว่า 50% ภายในปี 66 เป็นต้นไป จากปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ 44% ซึ่งจะทำให้บริษัทมีโอกาสในการสร้างรายได้ที่มาจากต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น ผลักดันการเติบโตที่สูงขึ้นของบริษัทในระยะ 3-4 ปีข้างหน้า
ส่วนการเตรียมความพร้อมของการนำบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ปัจจุบันบริษัทและทีมงานที่ปรึกษาทางการเงินยังอยู่ระหว่างการร่วมกันทำงาน เพื่อดูแนวทางธุรกิจของบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด จะไปในทิศทางใดให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจที่มีความแตกต่างและเป็นของตัวเอง ทำให้มีความโดดเด่นกว่าธุรกิจเดียวกันในอุตสาหกรรม และเตรียมการปรับโครงสร้างต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด ได้มีการลงทุนในโครงการต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการร่วมทุน ทำให้มีพันธมิตรที่เกี่ยวข้องจากต่างประเทศทั้งสหรั,ฯและญี่ปุ่น ทำให้บริษัทต้องมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องโครงสร้างธุรกิจให้ชัดเจนก่อนเข้าตลาด โดยที่ในช่วงปลายปี 64 คาดว่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นในการเตรียมตัวเข้าตลาดของบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด ซึ่งทางบริษัทจะมีการเปิดเผยรายละเอียดต่างๆอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้
อินโฟเควสท์ โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล/เสาวลักษณ์/รัชดา โทร.02-2535000 ต่อ 317 อีเมล์: rachada@infoquest.co.th
Related Keywords
Taiwan, Japan, Thailand, Vietnam, Republic Of, Indonesia, Toronto, Ontario, Canada, Phrae, London, City Of, United Kingdom, Indonesian, , Daily Plc, Alcoa, Glory Logical, Director Manager Daily Plc, Thailand Private, Phrae Province, Londonx News, Great Aging, Association Of Southeast Asian Nations, Country Indonesian, New Taiwan, Last Market, டைவாந், ஜப்பான், தாய்லாந்து, வியட்நாம், குடியரசு ஆஃப், இந்தோனேசியா, டொராண்டோ, ஆஂடேரியொ, கனடா, லண்டன், நகரம் ஆஃப், ஒன்றுபட்டது கிஂக்டம், இந்தோனேசிய, அல்கோவா, சங்கம் ஆஃப் தென்கிழக்கு ஆசிய நாடுகள், புதியது டைவாந்,